ตอนที่.3
วันที่คอปเตอร์ก้าวเข้าสู่ชีวิตนักเรียนจริงในอินเดีย
หลังจากที่กลับจาก Bangalore เดือนตุลาคมนั้น เราก็เริ่มหาโรงเรียนอย่างจริงจัง เราไม่ได้มองโรงเรียนที่ไปในช่วงเดือนตุลาคม เนื่องด้วยอะไรหลายๆอย่าง จากประสบการณ์ที่เราเคยทำเอเจนซี่สมัยเรียนอยู่ที่บังกาลอร์ เราพอจะรู้ว่าโรงเรียนไหนเป็นยังไงบ้าง เราเลยตั้งโจทย์ไว้ชัดเจนว่า
• ค่าเทอมต้องพอไหวสำหรับพี่ชาย
• เป็นหลักสูตรนานาชาติ และสุดท้ายเราเลือก หลักสูตร Cambridge
ต้องบอกก่อนว่าพี่ชายของฝนค่อยข้างที่จะเชื่อใจฝนในเรื่องแนวทางการศึกษาลูก และยังบอกกับฝนว่า “วางแผนไว้เลย เค้าจะหาเงินให้” ซึ่งพี่ชายของฝนไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับเรียนต่างประเทศเลย
ตอนนั้นเราหาข้อมูลเยอะมาก เพราะมีทั้งโรงเรียนเก่า โรงเรียนเปิดใหม่ เต็มไปหมด ต้องดูทั้งคุณภาพ ค่าเทอม และสภาพแวดล้อม
จนสุดท้ายไปจบที่โรงเรียน Greenwood High International School, Bangalore
จริง ๆ โรงเรียนนี้เราเคยไปเมื่อนานมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันเป็นยังไง เลยเริ่มหาข้อมูลใหม่ทั้งหมด ดูระบบโรงเรียน ดูผลการเรียนของเด็ก ๆ จนมั่นใจ และตัดสินใจเลือกที่นี่

เราติดต่อโรงเรียนทางอีเมล และสมัครเรียน ป.3 ให้คอปเตอร์
แผนตอนนั้นคือ ให้คอปเตอร์เรียนจบ ป.3 ที่ไทย แล้วไป ซ้ำ ป.3 เทอม 3 ที่อินเดีย เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอม 2 สิงหาคม ซึ่งคอปเตอร์จะว่างนานมากๆ กว่าจะถึงช่วงนั้น เลยคุยกับทางโรงเรียนว่าอยากให้ไปต่อในเทอม 3 ของโรงเรียนคือเดือน มีนาคม เนื่องจากอยากให้เค้าปรับตัว ปรับภาษา ปรับหูต่างๆ ประมาณ 3 เดือนกว่าๆคิดว่าเค้าน่าจะดีขึ้น
ทุกอย่างเหมือนจะพร้อมแล้ว
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด… COVID-19
ตอนนั้นคอปเตอร์ลาออกจากโรงเรียนที่ไทยเรียบร้อย และกำลังจะเดินทางไปอินเดียในอีกประมาณ 1 อาทิตย์ แต่จู่ ๆ สายการบินยกเลิกเที่ยวบินหมด ประเทศปิด ทุกอย่างหยุดหมด
ทางโรงเรียนที่อินเดียแจ้งมาว่าจะมีการเรียนออนไลน์ ซึ่งเราบอกตรง ๆ เลยว่า เรามองว่า คอปเตอร์เรียนออนไลน์ไม่ได้แน่นอน เด็กยังเล็ก ไหนจะภาษาอังกฤษ (ซึ่งคอปเตอร์ไม่มีพื้นฐานเลยก็ว่าได้) คงต้องมีคนประกบ ต้องมีคนสอนใกล้ ๆ ซึ่งเราเองก็ทำไม่ได้ เพราะต้องทำงาน และอยู่คนละจังหวัดกับหลาน และคนที่บ้านก็ไม่สามารถมีใครสอนได้เลยเพราะไม่มีใครรู้เรื่องภาษา
สุดท้ายเลยต้องพาคอปเตอร์กลับไปสมัครเรียนที่โรงเรียนในไทยใหม่อีกรอบ แล้ว COVID ก็ไม่หายสักที จากเด็ก ป.3 อยู่ ๆ เวลาก็ผ่านไปจนคอปเตอร์ขึ้น ป.6
เราคุยกับพี่ชายอีกครั้ง และพูดกันตรง ๆ ว่า “ถ้ารอให้โควิดหายขาด มันคงไม่หายแน่ ๆ”
และตอนนั้นก็เริ่มมีเด็กไทยหลายคนทยอยกลับไปเรียนที่อินเดียกันแล้ว
สุดท้ายเลยตัดสินใจว่า..ให้คอปเตอร์กลับไปเรียนอินเดียอีกครั้ง ในระดับชั้น ป.6 เทอม 3 ช่วงเดือนมีนาคม เนื่องจากคอปเตอร์จบ ป.6 ที่ไทยพอดีในเดือน ก.พ.
แต่รอบนี้ คอปเตอร์ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาโตขึ้น ติดเกมมากขึ้น ติดจอมาก เนื่องจาก Covid ทางโรงเรียนที่ไทยมีการเรียนออนไลน์ ส่งงานออนไลน์ เลยต้องใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ จากที่ไม่เคยมี ต้องซื้อทั้งหมดในช่วงนั้น และทำให้เด็กติดเกมส์หนักมาก ติดจอหนักมาก และไม่ค่อยออกไปไหน ชวนไปเที่ยวก็ไม่อยากไป เริ่มบ่นว่าไม่อยากไปเรียน อยากอยู่ไทย อยากเรียนภาษาไทย ไม่อยากเรียนภาษาอังกฤษ (ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษ?) ณ ตอนนั้น อาอย่างฉันปี๊ดแตก แบบความดันขึ้น!!! นิสัย ท่าทาง ความคิด ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามวัย ตามเวลา
ก่อนไปเราได้ขอหนังสือ Copy วิชาคณิตศาสตร์ จากทางโรงเรียนที่อินเดีย และจ้างครูมาสอนคอปเตอร์ที่บ้าน เนื่องจากเรามองว่าคณิตยากพอควร และอีกอย่างเป็นภาษาอังกฤษอีก ครูที่มาสอนจึงต้องใช้ศัพท์ที่ทางหนังสือใช้เลย ที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่า ถามอะไรคอปเตอร์ ตอบไม่ได้ซักอย่าง ไม่เข้าใจว่าไปโรงเรียน ไปเรียนยังไง ถามอะไรไม่รู้เรื่องเลย อาปวดหัวหนังมาก (555+)
ก่อนคอปเตอร์เดินทางไปอินเดีย ที่บ้านจัดงานวันเกิดพร้อมเลี้ยงส่งเตอร์ไปอินเดีย แบบจุกๆ คือทุกๆคนซื้อของจำเป็นที่หลานจะต้องไปใช้ที่อินเดีย เอาแบบพ่อกับแม่สบายเลยจ้า (555+)
วันที่ 12 มีนาคม 2023
เรา พี่สะใภ้ และคอปเตอร์ เดินทางไปยังเมือง บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย


พอถึงบังกาลอร์ สิ่งแรกที่รู้สึกคือ อากาศดีมาก เพราะเมืองนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเล เลยทำให้อากาศค่อนข้างดีและอยู่สบายตลอดทั้งปี วันนั้น เพื่อนของฝนเป็นคนมารับที่สนามบิน
ฝนก็เลยแนะนำให้คอปเตอร์รู้จักไว้ เพราะหลังจากนี้ เขาจะต้องได้เจอและติดต่อกันอีกหลายครั้งในช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บังกาลอร์ สำหรับฝน บังกาลอร์เป็นเมืองที่คุ้นเคย เคยเรียน เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาก่อน
แต่สำหรับคอปเตอร์ นี่คือการเริ่มต้นใหม่แบบจริงจังมาก ๆ


ต้องบอกตรงนี้เลยว่า… ตอนที่ไป คอปเตอร์พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย
แต่ศัพท์ง่าย ๆ อย่างคำพื้นฐาน ยังไม่ค่อยรู้
เรียกได้ว่า ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับ “พยักหน้า ยิ้ม แล้วเดาเอา”
แต่การที่อาผ่านมาก่อน เลยพูดกับเค้าไปว่า อยู่ๆไปเดี๋ยวก็พูดได้ เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง คอปเตอร์ก็ยังไม่เข้าใจกับคำว่า “อยู่ๆไปเดี๋ยวก็ได้เอง” ซึ่งเค้าบอกว่ามันจะได้ยังไง ในเมื่อเค้าไม่รู้เรื่องเลย!
วันที่ 13 มีนาคม 2023
วันนี้เป็นวันเตรียมตัวก่อนเข้าโรงเรียน Greenwood High International School, เมืองบังกาลอร์ (Bangalore)
ภารกิจหลักของวันคือ ไปซื้อชุดนักเรียน ทั้งเสื้อ กางเกง รองเท้า ถุงเท้า ทุกอย่างต้องจัดใหม่หมด เพราะนี่คือการเริ่มต้นโรงเรียนใหม่อย่างจริงจัง หลังจากนั้น เราพาคอปเตอร์ไปถึง หอพักประจำในโรงเรียน ช่วยกันจัดของใช้ต่าง ๆ ในห้องพัก ห้องหนึ่งพัก 3 คน และ ห้องน้ำรวม หอชายมีอยู่ประมาณ 60 คน
จัดของเสร็จเรียบร้อย เราและพี่สะใภ้ก็เดินทางกลับโรงแรมในช่วงเย็น
ทิ้งคอปเตอร์ไว้ที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกจริง ๆ (ตอนนั้นเค้าต้องนอนหอคืนแรก)


วันที่ 13 มีนาคม 2023
เป็นคืนแรกที่คอปเตอร์ต้องนอนหอแล้ว..ไปใช้ชีวิตแบบ เด็กหอเต็มตัว
ทางโรงเรียนมีกฎเรื่องการใช้โทรศัพท์ เด็ก ๆ สามารถใช้โทรศัพท์ได้ วันละ 45 นาที
พอถึงเวลาที่ได้ใช้โทรศัพท์ คอปเตอร์ โทรหาแม่ทันที
และแน่นอนว่า… เรานั่งลุ้นอยู่เงียบ ๆ ในใจว่า “จะร้องไห้ไหมนะ”
แต่ปรากฏว่า ไม่ร้อง เสียงปกติดี คุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในใจเรายังแอบคิดเลยว่า “วันแรกอยู่ เดี๋ยวก็รู้”
อีกอย่างที่ต้องเล่าไว้ คือ ตอนที่คอปเตอร์เข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ ยังไม่มีเด็กไทยเลย
คอปเตอร์เป็น เด็กไทยคนเดียวทั้งโรงเรียน คืนแรกของการเป็นเด็กหอ ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อนคนไทย


วันที่ 14 มีนาคม 2023
วันนี้เป็นวันที่เรามีกำหนดต้องเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยไฟลต์กลางคืน
ตอนเช้า ก่อนจะเข้าไปหาคอปเตอร์ที่โรงเรียน
บอกตรง ๆ ว่า รู้สึกแน่นหน้าอกมาก
มันเป็นความรู้สึกหวิว ๆ ใจหาย เหมือนจะร้องไห้ แต่ก็อธิบายไม่ถูก
เราตัดสินใจโทรหาแม่ทันที..พอแม่รับสาย เราถามแม่ไปเลยว่า
ME: แม่ ตอนที่แม่มาส่งหนูเรียนที่อินเดีย แล้วแม่กำลังจะกลับไทย แม่ใจหายไหม หนูอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูกเลย
MOM: เป็นเรื่องธรรมดาลูก เราเป็นห่วงหลาน เราต้องเข้มแข็ง และอดทนเพื่ออนาคตของเค้า
ME: (น้ำตาไหล) มันเป็นแบบนี้เองเหรอ ความรู้สึกของแม่ตอนนั้น เตอร์จะไม่คิดว่าหนูเอาเค้ามาทิ้งไว้ที่นี่ใช่ไหม หนูกำลังปลอบตัวเองอยู่ว่าเราทำเพื่อเค้า เราต้องเข้มแข็ง
MOM: ไม่ลูก เราหวังดีต่อเค้า วันนึงเค้าจะเข้าใจ วันนี้ไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่วันนึงเค้าจะเข้าใจ
จากนั้นเราเข้าไปที่โรงเรียน เพื่อไปหาคอปเตอร์
ได้มีโอกาสพบคุณครูผู้สอนหลายท่าน และเดินชมโรงเรียนแบบละเอียด
ต้องบอกตรง ๆ ว่า ชอบโรงเรียนมาก โรงเรียนสะอาดมาก บรรยากาศร่มรื่น เป็นระเบียบ และดูดีเกินกว่าที่คิดไว้มากๆ เรื่องความปลอดภัย โรงเรียนนี้ถือว่าเข้มงวดมาก คนนอกจะเข้าโรงเรียนไม่ได้เลย ถ้าไม่มีอีเมลยืนยันจากทางโรงเรียน และแม้จะมีอีเมลแล้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าโรงเรียนยังต้องโทรเช็คกับคนในโรงเรียนอีกครั้ง ถึงจะอนุญาตให้เข้าไปได้ อย่างน้อย การได้เห็นโรงเรียน ได้เห็นระบบ ได้เห็นสภาพแวดล้อม


ตอนเช้า พอได้เห็นหน้าคอปเตอร์ ความรู้สึกก็ โล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง อย่างน้อย หลานก็ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอย่างที่เรากังวลไว้


คอปเตอร์ดูโอเค มีเพื่อน ๆ ในห้องพาเดินดูโรงเรียน เห็นภาพแล้วก็พออุ่นใจว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว เด็ก ๆ ระดับชั้น ป.6 ของโรงเรียนนี้ มีทั้งหมด 6 ห้อง แต่ละห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คนต่อห้อง
คอปเตอร์อยู่ Grade6 Section E
ขอแจ้งตรงนี้ว่าตลอดเวลาที่คอปเตอร์อยู่ไทย เป็นคนขี้อายมาก ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย เค้าทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่เคยพับผ้าเอง ความรับผิดชอบของตัวเองไม่ต้องพูดถึง เพราะอยู่ที่เมืองไทยคือ มีคนทำให้หมด ตามใจทุกอย่าง เอาง่ายๆ เลี้ยงแบบสปอยนั่นแหละ และตอนนี้เค้าต้องมีรับผิดชอบเอง และช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดแล้ว!!
แม่และอา ต้องกลับไทยแล้ว!
ช่วงเย็น ก่อนเดินทางไปสนามบิน เราและพี่สะใภ้ยังอยู่ที่หอพัก จนเกือบถึงเวลาเดินทาง ต้องบอกตรง ๆ ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ยากที่สุด มันคือช่วงเวลาที่เราต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง และต้องทิ้งหลานไว้ที่นี่จริง ๆ กอดกัน ร้องไห้ กันหมด เตอร์บอกว่าแม่ครับเตอร์อยากกลับบ้าน
พี่สะใภ้ร้องไห้หนักมาก เรียกได้ว่าแทบไม่ไหวแล้ว

แต่ก็พยายามกอดลูก แล้วบอกว่า “อดทนนะลูก เพื่ออนาคตของตัวเอง” ลูกต้องใช้เวลาในการปรับตัว ทั้งเรื่องอาหาร และเรื่องการใช้ชีวิต เตอร์ก็ร้องไห้หนักมากๆ เอาจริงๆ ไม่เคยเห็นหลานร้องไห้หนักแบบนี้เลย บรรยากาศตรงนั้นไม่มีใครเข้มแข็งได้เลย
เราและพี่สะใภ้เดินทางออกจากโรงเรียนไปสนามบิน ระหว่างนั่งอยู่ในรถ เราคอยให้กำลังใจพี่สะใภ้ตลอด บอกเขาว่า ถ้าคิดถึงลูก ก็กลับมาหาได้ สิ่งที่เราทำทั้งหมดนี้ ก็เพื่ออนาคตของคอปเตอร์
พอถึงช่วงเวลาที่โรงเรียนอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ 45 นาที
คอปเตอร์โทรหาแม่ทันที และครั้งนี้… เขาร้องไห้ พร้อมพูดว่า “แม่ครับ เตอร์อยากกลับบ้าน”
แค่ได้ยินประโยคนี้ ก็ใจหายกันหมด จากตรงนั้น ก็กลายเป็นหน้าที่ของทั้งแม่และอา
คอปเตอร์บอกว่า “เตอร์ฟังเค้าไม่รู้เรื่อง เตอร์สื่อสารอะไรก็ไม่ได้เลย พูดก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่ค่อยออก”
เราเลยบอกหลานไปว่า “อย่าไปกดดันตัวเอง มันต้องใช้เวลาครับ”
เรื่องภาษา ให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของเวลา ตรงนี้เราเข้าใจดี เพราะเราเคยผ่านมาก่อน มันต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ เรายังบอกเขาอีกว่า จริง ๆ แล้ว คอปเตอร์น่าจะได้ภาษาเร็ว เพราะเขาเป็น เด็กไทยคนเดียวในโรงเรียน เค้าก็ตอบกลับมาทันที “จริงเหรอครับ” เตอร์ ไม่มีโอกาสพูดภาษาไทยเลย เราเลยบอกหลานว่า ต้องใช้ภาษาอังกฤษตลอด ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นข้อดี เพราะได้ใช้ภาษาแบบเต็มที่จริง ๆ แม้มันจะยากในช่วงแรก แต่เราก็เชื่อว่า เวลา และสภาพแวดล้อม จะค่อย ๆ พาคอปเตอร์ไปข้างหน้าได้เอง หลานตอบกลับมาแค่ “ครับ” เด็กคนนี้อะไรๆก็ ครับตลอด
กลับถึงไทย.
ระหว่างที่พวกเราอยู่ประเทศไทย ฝนได้ติดต่อและประสานงานกับทางโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสอบถามและติดตามความเป็นอยู่ของ คอปเตอร์ กับคุณครูผู้ดูแลหอพัก รวมถึงได้พูดคุยโดยตรงกับ ครูประจำชั้นและคุณครูประจำรายวิชา ของน้อง เพื่อรับทราบพัฒนาการและสถานการณ์ด้านการเรียนอย่างละเอียด
จากการพูดคุยกับคุณครู พบว่าคอปเตอร์สามารถปรับตัวด้านการเรียนได้ดี ปัญหาหลักในช่วงแรกยังคงเป็น เรื่องของภาษา และเขียน เนื่องจากอินเดีย เขียนแทบ 90%
ระดับชั้นของคอปเตอร์มีรูปแบบการเรียนที่ค่อนข้างเข้มข้น และแตกต่างจากระบบการศึกษาในประเทศไทย โดยนักเรียนจะได้เรียน วิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา แยกเป็นรายวิชา หากเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาไทย เนื้อหาในระดับนี้จะใกล้เคียงกับช่วง มัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่ในระบบของประเทศอินเดีย นักเรียนจะเริ่มเรียนเนื้อหาเหล่านี้ตั้งแต่ระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเตอร์บอกว่ามึนมากครับ ได้เรียน วิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ไม่เคยเรียนเลย ยากมาก ฟังไม่ออก อ่านลำบากอีก
นอกจากนี้ ฝนได้ขออนุญาตคุณครูช่วยส่งภาพบรรยากาศการเรียนและภาพของคอปเตอร์ภายในโรงเรียนมาให้เพิ่มเติม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ทางครอบครัวยังไม่มีโอกาสได้เห็นบรรยากาศของน้องในโรงเรียนโดยตรง ได้แต่คุยผ่านโทรศัพท์ทุกวัน เพื่อให้ที่บ้านได้สบายใจและรับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น


โรงเรียนประจำจะมีตารางเวลาที่ค่อนข้างเคร่งครัด
ตื่นนอนเป็นเวลา ใช้ชีวิตตามตาราง และต้อง เล่นกีฬาทุกวันในช่วงเย็น
โดยรวมคือใช้ชีวิตเหมือนเด็กหอทั่วไป เรียน กิน นอน ทำกิจกรรมตามเวลาที่โรงเรียนกำหนด
ช่วงแรก ๆ คอปเตอร์จะ โทรหาแม่บ่อยมาก และ โทรหาอาทุกวัน เราก็จะคอยถามหลานตลอดว่า
วันนี้ทำอะไรบ้าง
เรียนเป็นยังไง
มีอะไรเกิดขึ้นไหม
ชวนคุยหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้เขาไม่รู้สึกว่าอยู่คนเดียว


ผ่านไปประมาณ 1 เดือน คอปเตอร์เริ่มไม่โทรมาบ้างแล้ว บางวันก็เงียบไป
ซึ่งเราก็พอเข้าใจว่า น่าจะเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น
แต่สิ่งที่ยังมีอยู่เสมอ คือคำว่า
“คิดถึงบ้าน”
เราก็จะบอกหลานไปตรง ๆ ว่า
“ทุกคนที่ไปเรียนต่างประเทศ ต่างบ้าน
เค้าก็อยากกลับบ้านกันหมดลูก
ไม่มีใครไม่คิดถึง
ไม่มีใครไม่อยากกลับบ้าน”
“ขนาดอาไปอยู่ต่างจังหวัดหลายวัน
อายังอยากกลับบ้านเลย
แต่นี่เราไปอยู่ไกลถึงต่างประเทศ
มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน”
“ถ้าเตอร์ไม่คิดถึงบ้าน ไม่อยากกลับบ้าน
อันนั้นสิแปลก”
ส่วนเรื่องร้องไห้ เราก็บอกเขาว่า
“ไม่ผิด ไม่แปลก
ทุกคนก็ร้องไห้กันหมด
มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์
อายังร้องเลยตอนอาไปเรียน”
สุดท้ายเราก็ย้ำกับเขาว่า
“มันคือหน้าที่ของเราที่ต้องเรียนหนังสือ
ถึงเวลาปิดเทอม เราก็กลับบ้าน
กลับมาอยู่กับครอบครัว มาเที่ยวด้วยกันได้เหมือนเดิม”
บางทีคำพูดเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้หายคิดถึงบ้านทันที
แต่เราหวังว่า อย่างน้อย มันจะช่วยให้คอปเตอร์รู้ว่า
ความรู้สึกแบบนี้… เป็นเรื่องปกติ และเขาไม่ได้เผชิญอยู่คนเดียว
