จากใจคนเป็นอา อยากให้หลานไปเรียนอินเดีย

ตอนที่.1

จากใจคนเป็นอา-อยากให้หลานไปเรียนอินเดีย-ver-1

สวัสดีค่ะ ชื่อฝนค่ะ
ฝนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011)

ระหว่างที่ใช้ชีวิตและศึกษาอยู่ที่ประเทศอินเดีย ฝนได้ทำงานด้านเอเจนซี่ควบคู่ไปกับการเรียน และในปีเดียวกันนั้น ได้รับหน้าที่เป็น ประธานสมาคมนักเรียนไทยในเมืองบังกาลอร์ ทำให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับท่านกงสุล เจ้าหน้าที่จากประเทศไทย รวมถึงองค์กรและบริษัทต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมและงานสำหรับนักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย อยู่ 3 ปี

หลังจากสำเร็จการศึกษา ฝนได้กลับมาประกอบธุรกิจส่วนตัวในประเทศไทย และกลับมาทำเอเจนซี่อีกครั้งอย่างจริงจังหลังจากที่ส่งหลานไปเรียน เพราะคิดว่าเราน่าจะอยู่วงการนี้ไปอีกนาน เลยกลับมาทำจริงจังไปเลย เพราะใจจริงก็อยากบินไปหาเค้าบ่อยๆ เท่าที่จำทำได้

ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวใหญ่ คอปเตอร์จึงเติบโตท่ามกลางการดูแลจากผู้ใหญ่หลายคน ได้รับความรักและความสปอยตั้งแต่ยังเล็ก การเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จนช่วยเหลือตัวเองได้น้อย เอาง่ายๆแทบจะไม่ทำอะไรเองเลยด้วยซ้ำ

จากประสบการณ์ตรงของฝน การใช้ชีวิตและการเรียนรู้ในต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ได้ให้เพียงแค่ทักษะทางภาษา แต่ยังช่วยสร้างความกล้า ความยืดหยุ่นทางความคิด และการปรับตัว ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

เมื่อคอปเตอร์เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ฝนจึงตัดสินใจพูดคุยกับพี่ชายอย่างจริงจัง ถึงแนวคิดในการส่งคอปเตอร์ไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดียในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเริ่มจากการมองหาเมืองและโรงเรียนที่เหมาะสมกับเด็กในวัยนี้ และไม่แพง

แม้ว่าฝนจะจบการศึกษาจากเมืองบังกาลอร์มาก่อน และมองว่าเป็นเมืองที่มีคุณภาพด้านการศึกษา แต่ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่ ค่าใช้จ่ายด้านการเรียนและการใช้ชีวิตค่อนข้างสูง ฝนจึงมองหาเมืองทางเลือกที่ยังคงคุณภาพทางการศึกษา แต่เหมาะสมกับเด็กและครอบครัวมากกว่า

26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมืองดาร์จีลิง (Darjeeling) ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย จึงเป็นคำตอบในเวลานั้น ทั้งในด้านค่าใช้จ่าย บรรยากาศ ความสงบ และความเหมาะสมกับเด็กในวัยประถม

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ ครอบครัวของเราจึงตัดสินใจเลือกเมืองดาร์จีลิงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการศึกษาของคอปเตอร์ในต่างประเทศ

และในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ฝน พี่ชาย พี่สะใภ้ และคอปเตอร์ รวมทั้งหมด 4 คน ได้เดินทางไปยังประเทศอินเดียเพื่อเยี่ยมชมโรงเรียนด้วยตนเอง การเดินทางครั้งนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการไปดูโรงเรียน แต่เป็นก้าวแรกของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ฝนอยากบันทึกไว้ในบล็อกนี้ เพราะหวังว่าวันนึงอยากให้เค้ามาอ่าน ณ ตอนนั้นเค้าอาจจะจำอะไรในช่วงนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

การเดินทางสู่ Darjeeling : บททดสอบก่อนตัดสินใจ

การเดินทางไปเมือง ดาร์จีลิง (Darjeeling) ในครั้งนั้น ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ง่ายเลยค่ะ ไม่มีเครื่องบินที่บินตรง ณ ตอนนั้น เลยต้องไปต่อเครื่องที่ Mumbai และไปต่อที่ Bagdogra หลังจากเครื่องลงที่สนามบิน พวกเราทั้งสี่คน – ฝน พี่ชาย พี่สะใภ้ และคอปเตอร์ – ต้องนั่งรถขึ้นเขาต่อไปอีกประมาณ 5 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปดูโรงเรียน คือฝนได้จัดการเรื่อง Taxi ทุกๆอย่างไว้ก่อนมาทั้งหมดแล้ว เลยไม่เสียเวลามาก

เส้นทางคดเคี้ยว อากาศหนาวจัด อุณหภูมิอยู่ราว ๆ 2–3 องศาเซลเซียส
ระหว่างทาง บอกตามตรงว่าแทบทุกคนมีอาการ ปวดหัว คลื่นไส้ และอาเจียน กันถ้วนหน้า ในใจตอนนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า “ทำไมการเดินทางมันลำบากนี้” ขอบอกเลยถ้าคนภาคเหนือ แล้วพูดถึงทางขึ้น ปาย แม่ฮ่องสอน อยากบอกว่าที่นี่ขั้นเทพกว่า ปายแพ้ขาดลอย

พอรถมาถึงเมืองดาร์จีลิงเท่านั้นแหละ พี่ชายของฝนก็หันมาพูดทันทีว่า

“ไม่เรียนที่นี่แล้ว ไม่ไหว กลับ!”

พี่ชายเป็นคนตัดสินใจเร็วและค่อนข้างใจร้อน การเดินทางที่โหดและสภาพอากาศที่หนาวจัด ทำให้เขารู้สึกว่าเมืองนี้อาจไม่เหมาะกับเด็กอย่างคอปเตอร์

แต่ฝนตอบพี่ชายไปสั้น ๆ ว่า “ไม่ได้ เรานัดโรงเรียนไว้แล้ว ยังไงก็ต้องไปดูโรงเรียนก่อน”

อย่างน้อยที่สุด เราควรเห็นด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจ

ในครั้งนั้น โรงเรียนที่ฝนติดต่อไว้คือ St. Joseph’s School, North Point
เป็นโรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของเมืองดาร์จีลิง มีชื่อเสียงด้านวินัยและการศึกษา ค่าเล่าเรียนค่อนข้างถูก และอยู่ในระบบของรัฐบาล ICSE INDIA ซึ่งฝนมองว่าถ้ามาเรียนหลักสูตรนี้ ควรมาตั้งแต่เล็กๆ เพราะเพื่อนของฝนก็มาเรียนตั้งแต่ ป.3 เหมือนกัน

ในตอนนั้น ฝนมองว่า ระบบการศึกษาแบบใดก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่สุด
สิ่งสำคัญคือการที่คอปเตอร์ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่โอเค เพราะในใจของฝนวางแผนไว้แล้วว่า ในอนาคตคอปเตอร์จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศอินเดีย หรือถ้าเค้าอยากจะไปที่ไหนต่อก็ให้เลือกเองแล้ว แต่คอปเตอร์อยู่ไทยต่อไม่ได้จริง ทั้งไม่สนใจเรียนอะไรเลย หนังสือไม่เคยอ่าน พิเศษก็ไม่เรียน เล่นแต่เกมส์!

การเดินทางที่ยากลำบากในวันนั้น จึงกลายเป็นบททดสอบแรก ก่อนที่ครอบครัวเราจะก้าวไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง

เช้าวันใหม่กับโรงเรียนที่ไม่เหมือนในจินตนาการ

เช้าวันใหม่ เราออกเดินทางไปดูโรงเรียนด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันหลายอย่าง ทั้งเหนื่อยจากการเดินทางเมื่อวาน และความกังวลใจว่าโรงเรียนจะออกมาเป็นอย่างที่คิดไว้หรือไม่ และไหนจะพี่ชายอีก

แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในโรงเรียน คำแรกที่หลุดออกมาจากใจคือ
“OMG… โรงเรียนสวยมาก”

โรงเรียนไม่ได้เก่าอย่างที่จินตนาการไว้เลย บรรยากาศดี สงบ และดูน่าเรียนกว่าที่คิดมาก สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ความเหนื่อยจากการเดินทางก่อนหน้านี้หายไปเกือบหมด

สิ่งเดียวที่ยังคงเป็นความกังวลในใจ คือ อากาศที่หนาวมาก ในวันที่เราไป อากาศก็ถือว่าหนาวจัดแล้ว แต่ทางโรงเรียนบอกว่านี่ยังไม่ใช่ช่วงที่หนาวที่สุด เพราะในบางช่วงอุณหภูมิจะต่ำกว่านี้ และมีหิมะตกด้วย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนได้พาเราเยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่ โซนหอพักนักเรียน โรงอาหาร ห้องเรียน รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางภายในโรงเรียน ทุกอย่างเป็นระเบียบ สะอาด และมีระบบดูแลนักเรียนค่อนข้างชัดเจน

สิ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นมาก คือการได้มีโอกาสพูดคุยกับ นักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากเด็ก ๆ ว่าการใช้ชีวิต การเรียน และการอยู่หอพักเป็นอย่างไรบ้าง แต่โดยรวมเด็กไทยที่เรียนที่นี่คือคิดถึงบ้านทุกคน อยากกลับบ้านหมด แต่เราเข้าใจ เด็กขนาดนี้มาเรียนไกลจากบ้าน แค่ไปต่างจังหวัดยังอยากกลับบ้านเลย

ความเห็นที่ไม่ตรงกัน และการตัดสินใจครั้งสำคัญ

การเยี่ยมชมโรงเรียนในครั้งนี้ ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า เป็นที่น่าพอใจสำหรับฝนมาก
ทั้งบรรยากาศของโรงเรียน ระบบการดูแลนักเรียน และภาพรวมด้านการเรียนรู้ ล้วนออกมาดีกว่าที่คาดไว้

แต่ในขณะเดียวกัน กลับ ไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับพี่ชายเลย
เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องโรงเรียน หากแต่เป็นเรื่องของ การเดินทางที่ยากลำบาก ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับเด็กในวัยของคอปเตอร์

ระหว่างการเยี่ยมชม ผู้อำนวยการโรงเรียนได้เรียกคอปเตอร์เข้าไปพูดคุย พร้อมกับฝน โดยเป็นการสอบถามทั่วไป เช่น เหตุผลที่อยากมาเรียน และความตั้งใจของเด็ก คุยกันอยู่สักพัก ทางโรงเรียนก็แจ้งว่า ยินดีรับคอปเตอร์เข้าเรียน

เนื่องจากในเวลานั้น คอปเตอร์ยังอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนจึงไม่ได้มีการสอบข้อเขียนหรือทดสอบทางวิชาการเพิ่มเติม

ในขณะที่ฝนรู้สึกโล่งใจ พี่ชายกลับได้แต่ส่ายหน้า พร้อมพูดชัดเจนว่า

“ไม่เอา ไม่เรียนที่นี่ ให้หาที่อื่น”

บรรยากาศในช่วงนั้นค่อนข้างตึงเครียด เป็นบทสนทนาที่จริงจังและดุดันพอสมควร ระหว่างความตั้งใจของฝนกับความกังวลของพี่ชาย จนดูเหมือนจะกลายเป็นการโต้เถียงกันไปมา

สุดท้ายแล้ว เราทั้งสองคนก็มาลงความเห็นตรงกันในประเด็นหนึ่ง คือ โรงเรียนอาจดี แต่การเดินทางไม่เหมาะ เพราะเตอร์อาเจียนบ่อยมาก เนื่องจากระแวกนั้นเป็นภูเขาทั้งหมด ถนนเลยคดเคี้ยวมมาก

ข้อสรุปจึงออกมาว่า “ย้ายเมือง ค่าเทอมแพงขึ้นไม่เป็นไร แต่ขอให้เดินทางสะดวก ไม่ไกล และไม่ใช้เวลานานขนาดนี้” ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาแล้วมันลำบาก มันเดินทางนาน

ในช่วงนั้นเอง คอปเตอร์ซึ่งยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ได้พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ฝนจำไม่ลืมว่า

“เตอร์เรียนได้ครับ เตอร์อยากเรียน”

หลังจากนั้นเมืองบังกาลอร์ผุดมาในหัวของฝนแบบไม่ต้องลังเล เมืองที่ฝนเคยเรียน เคยใช้ชีวิต และรู้จักเป็นอย่างดี

เมืองบังกาลอร์ (Bangalore) เมืองที่ฝนมั่นใจว่า ที่นี่แหละ ที่ๆคุ้นเคย ไหนจะเพื่อนๆอินเดียก็ยังอยู่ที่นี่ ไหนจะ สถานที่ๆคุ้นเคยต่างๆ จบสรุป บังกาลอร์

กลับบ้าน!!

Subscribe
Notify of
guest

0 Comments